เกี่ยวกับเรา

ข้อบังคับของสมาคม

หมวดที่ 1 ชื่อ  เครื่องหมาย  ที่ตั้ง

  1. สมาคมนี้มีชื่อว่า  “ สมาคมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน ”   ใช้ชื่อย่อว่า “ ส.อ.ป.”  มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Occupational Health and Safety at Work Association”  ใช้ชื่อย่อว่า  “ OHSWA ”
  2. เครื่องหมายของสมาคมเป็นรูปกากบาดมีแถบ 5 เส้นอยู่ภายในวงกลม มีตัวอักษร  ภาษาไทยล้อมรอบว่า  “ สมาคมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน ส.อ.ป.
  3. สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ ณ ภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 420/1 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2644-4067 โทรสาร 0-2644-4068

หมวดที่ 2 วัตถุประสงค์

สมาคมมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อส่งเสริมวิชาการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแก่สมาชิกและสังคมโดยรวม
  2. เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
  3. เพื่อสนับสนุนและประสานงานกับสถานประกอบการและชุมชนอุตสาหกรรมในการพัฒนาความปลอดภัยสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพ
  4. เพื่อประสานงานร่วมมือทางวิชาการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน  หรือสมาคมทั้งภายในและต่างประเทศ
  5. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการกระชับความสัมพันธ์ภายในกลุ่มสมาชิก
  6. เพื่อจัดหาแหล่งประโยชน์สนับสนุนทางวิชาการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานให้แก่สมาชิก
  7. เพื่อดำเนินกิจกรรมการเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำด้านอาชีวอนามัยความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
  8. ไม่ดำเนินการใดๆ  เกี่ยวกับการเมือง

หมวดที่ 3 กิจกรรม

  1. เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์  สมาคมจะดำเนินกิจกรรมดังต่อไปนี้
    1. แลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ด้วยอาชีวอนามัย และความปลอดภัยในการทำงาน   เช่น   การจัดทำวารสารของสมาคม  ซึ่งมีวัตถุประสงค์  คือ
      1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านอาชีวอนามัยความปลอดภัยในการทำงานและสิ่งแวดล้อม
      2. 5เพื่อสนับสนุนบุคลากร  หน่วยงาน  สถานประกอบการและชุมขนอุตสาหกรรม  ในการพัฒนาความปลอดภัยสุขภาพอนามัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
      3. เพื่อให้บริการและเผยแพร่ความรู้ทางด้านวิชาการแก่สมาชิก ส.อ.ป. และบุคคลที่สนใจ
    2. ส่งเสริมความร่วมมือและความสามัคคีภายในกลุ่มสมาชิกของสมาคม
    3. ส่งเสริมให้สมาชิกได้บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม
    4. ส่งเสริมการจัดหาทุนให้สมาชิกเพื่อการศึกษาและวิจัย
    5. จัดอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน  แก่ผู้ประกอบอาชีพ และสาธารณชน
    6. จัดให้มีบริการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน แก่สถานประกอบการ  และชุมชนอุตสาหกรรม
    7. ส่งเสริมการประสานงานร่วมมือทางวิชาการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานให้แก่หน่วยงานทั้งภาคภาครัฐและเอกชนหรือสมาคมทั้งภายในประเทศ  และต่างประเทศตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคม

หมวดที่ 4 สมาชิกภาพ

สมาชิกของสมาคมมี   4  ประเภท

  1. สมาชิกสามัญ ได้แก่ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี   สาขาอาชีวอนามัยหรือปริญญาโทหรือปริญญาเอกสาขาสุขศาสตร์อุตสาหกรรมหรือสาขาความปลอดภัยหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษาในประเทศหรือต่างประเทศตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารสมาคมหรือผู้ที่เป็นสมาชิกวิสามัญมาเป็นเวลา 5 ปี อย่างต่อเนื่องและเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคมมาโดยตลอด
  2. สมาชิกวิสามัญ  ได้แก่ผู้มีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
    1. ผู้สำเร็จการศึกษาอย่างต่ำระดับปริญญาตรี  สาขาใดสาขาหนึ่งทางสาธารณสุข ศาสตร์ การแพทย์  การพยาบาล วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติงานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานในทุกระดับหรือหัวหน้าหน่วยงานความปลอดภัย
    2. ผู้ที่สำเร็จการศึกษาอย่างต่ำอนุปริญญา ในสาขาใดสาขาหนึ่ง ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
    3. เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำสถานประกอบการ
    4. นิสิตนักศึกษาที่เรียนวิชาเอกอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องในสถาบันอุดมศึกษา
  3. สมาชิกกิตติมศักดิ์  ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือ ทรงเกียรติคุณในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน  หรือผู้ที่เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานส่งเสริมงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน หรือผู้ที่มีอุปการะคุณแก่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ป.  ลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
  4. สมาชิกประเภทสถาบัน ได้แก่ หน่วยงานราชการสถาบันการศึกษา สมาคมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายและองค์กรที่เป็นนิติบุคคล

การเข้าเป็นสมาชิก

ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ยกเว้นสมาชิกกิตติมศักดิ์  ให้ยื่นใบสมัครตามแบบวิธีการและเงื่อนไขที่สมาคมกำหนดไว้ต่อเลขาธิการ  โดยมีนายทะเบียนตรวจสอบคุณสมบัติ รับรองพิจารณาใบสมัครแล้ว  ให้เลขาธิการพิจารณารับสมัครเข้าเป็นสมาชิกและแจ้งให้ผู้สมัครทราบผลการพิจารณาว่า จะรับ หรือไม่รับ เข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ภายใน  30  วัน

ค่าบำรุง

สมาชิกสามัญ

  • เสียค่าบำรุงตลอดชีพ 2,000 บาท
  • เสียค่าบำรุงเป็นรายปีๆ ละ 1,000 บาท (พิเศษ!! ค่าบำรุงรายปีๆละ 500 บาท ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เท่านั้น)

สมาชิกวิสามัญ

  • เสียค่าบำรุงตลอดชีพ 2,000 บาท
  • เสียค่าบำรุงเป็นรายปี ๆละ 1,000 บาท  (พิเศษ!! ค่าบำรุงรายปีๆละ 500 บาท ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เท่านั้น)

นิสิตนักศึกษา 100 บาท

สมาชิกสถาบัน

  • เสียค่าบำรุงเป็นรายปีๆ ละ 3,000 บาท

สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

สิทธิของสมาชิก

  1. ได้บัตรประจำตัวสมาชิกและมีสิทธิประดับเครื่องหมายของสมาคม
  2. มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการบริหาร
  3. มีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่สมาคมจัดขึ้น
  4. มีสิทธิได้รับเอกสาร หรือสิ่งตีพิมพ์จากสมาคม
  5. สมาชิกสามัญเท่านั้นที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง  และมีสิทธิเป็นกรรมการบริหารของสมาคม
  6. มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม

หน้าที่ของสมาชิก

  1. จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ  และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
  2. ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
  3. ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆของสมาคม
  4. ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้แพร่หลาย
  5. แจ้งให้นายทะเบียนสมาคมทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีการย้ายที่อยู่หรือที่ทำงาน หรือเปลี่ยนชื่อและนามสกุล

สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  1. ตาย
  2. ลาออก
  3. ประพฤติตนเป็นที่น่ารังเกียจหรือนำความเสื่อมเสียมาสู่ชื่อเสียงของสมาคมอย่างร้ายแรง ตามที่คณะกรรมการบริหาร ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของคณะกรรมการทั้งหมดมีมติให้ออก
  4. ขาดการชำระเงินค่าบำรุงติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี โดยสมาคมมีหนังสือทวงถามแล้วไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง
  5. ขาดการติดต่อกับสมาคมเกินกว่า 5 ปีโดยสมาคมมีหนังสือติดต่อแล้วไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง

การประชุมใหญ่

  1. การประชุมใหญ่สามัญของสมาคมให้กระทำเป็นปกติโดยกำหนดให้จัดขึ้นปีละ 1  ครั้ง เพื่อ พิจารณาระเบียบวาระดังต่อไปนี้
    1. แถลงรายงานประจำปีของคณะกรรมการบริหาร
    2. รายงานการเงินของสมาคมในรอบปีที่ผ่านมาพร้อมทั้งเสนองบประมาณในปีต่อไป
    3. เลือกตั้งกรรมการบริหาร เมื่อถึงกำหนดตามวาระ
    4. เลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี
    5. ปรึกษาพิจารณากิจกรรมอื่น ๆ
  2. การประชุมใหญ่สามัญซึ่งจัดให้มีขึ้น  จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าประชุมด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิก หากไม่ครบให้รอองค์ประชุมเป็นเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง ให้นับองค์ประชุมใหม่ หากมีจำนวน ครบ 100 คน ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ในกรณีที่สมาชิกสามัญมาประชุมไม่ครบองค์ประชุมให้นายกสมาคมเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งภายใน 14 วัน   นับแต่วันครบกำหนดการประชุมครั้งก่อน  ในการประชุมคราวนี้สมาชิกมาประชุมเท่าใดก็ได้ ให้ถือว่าครบองค์ประชุม
  3. การประชุมใหญ่วิสามัญจะจัดให้มีขึ้นได้ต่อเมื่อ  คณะกรรมการบริหารของสมาคมมีมติด้วยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า  2 ใน 3  ของกรรมการบริหารทั้งหมด  หรือสมาชิกสามัญไม่น้อยกว่า 50 คน ร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ  คณะกรรมการบริหารของสมาคม  การประชุมใหญ่วิสามัญซึ่งจัดให้มีขึ้น  ถ้าหากมีสมาชิกสามัญเข้าประชุมไม่ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิก หากไม่ครบให้รอองค์ประชุมเป็นเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง ให้นับองค์ประชุมใหม่ หากมีจำนวน ครบ 100 คน ให้ถือว่าครบองค์ประชุม 
  4. การประชุมใหญ่  ถ้านายกสมาคม อุปนายก ไม่มาร่วมประชุม หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการบริหาร  ที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคราวนี้
  5. การประชุมใด ๆ ให้ถือเอามติของคะแนนเสียงข้างมาก ในที่ประชุมเป็นข้อตัดสินในกรณีคะแนนเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
  6. หนังสือนัดประชุมใหญ่  ให้ส่งทางไปรษณีย์ไปยังสมาชิกก่อนวันนัดประชุม  ไม่น้อยกว่า 30 วัน  การนัดประชุมดังกล่าวให้ระบุวัน เวลา สถานที่ และวาระของการประชุมด้วย

การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร

  1. คณะกรรมการบริหารชุมเดิมจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่   ภายในการประชุมสามัญประจำปีของทุก 2 ปี
  2. ให้สมาชิกสามัญออกคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกสมาคม 1 คน อุปนายก 3 คน และเลขาธิการ 1 คน จากบัญชีรายชื่อที่เลขาธิการประกาศไว้ว่ามีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารสมาคม
  3. ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกสามัญให้ดำรงตำแหน่ง  เหรัญญิก  นายทะเบียน  ปฏิคม วิเทศสัมพันธ์   และประชาสัมพันธ์
  4. ให้สมาชิกสามัญ  เลือกกรรมการกลางจำนวน 5 คน  กรรมการตามความในข้อ 18,19 รวมกันเรียกว่า “คณะกรรมการบริหารสมาคม”  ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15  คน
  5. ในระหว่างที่คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ยังมิได้รับตำแหน่งให้คณะกรรมการบริหารชุดเดิมบริหารงานไปพลางก่อน จนกว่าจะได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เสร็จ ภายในเวลาอันสมควรแต่ไม่เกิน 45วัน
  6. กรรมการบริหารอยู่ในวาระหนึ่งไม่เกิน  2  ปี
  7. นายกสมาคมฯ จะอยู่ในวาระได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน
  8. ให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารอย่างน้อยปีละ  3 ครั้ง  และในการประชุมคณะกรรมการบริหารต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง  จึงจะครบองค์ประชุม
  9. กรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
    1. ออกตามวาระ
    2. ลาออก
    3. ขาดจากสมาชิกภาพ  ตามข้อ 10
    4. ขาดการประชุมติดต่อกันเกิน  3  ครั้ง  โดยไม่มีเหตุผลที่สมควรและที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโดยเสียงข้างมากมีมติให้ออก
    5. ปฏิบัติผิดกฎระเบียบของสมาคมและคณะกรรมการบริหาร  โดยเสียงข้างมากของที่ประชุมมีมติให้ออก
    6. ถ้ากรรมการตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดว่างลงก่อนถึงวาระ   คณะกรรมการบริหารอาจจะพิจารณาเชิญสมาชิกที่เหมาะสม  เข้าเป็นกรรมการแทนในตำแหน่งที่ว่างและกรรมการผู้นั้นจะดำรงตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทน
  10. ถ้ากรรมการตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดว่างลงก่อนถึงวาระคณะกรรมการบริหารอาจจะพิจารณาเชิญสมาชิกที่เหมาะสมเข้าเป็นกรรมการแทนในตำแหน่งที่ว่างและกรรมการผู้นั้นจะดำรงตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทน

การบริหารสมาคม

การบริหารงานของสมาคมให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร

  1. การบริหารงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคม
  2. กำหนดระเบียบ  กฎ  ข้อบังคับและวิธีการการปฏิบัติซึ่งไม่ขัดต่อข้อบังคับของสมาคม
  3. มีอำนาจแต่งตั้งบุคคลและคณะอนุกรรมการต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสมาคม
  4. มีหน้าที่ในการหาทุนอุดหนุนการวิจัยและกิจกรรมอื่น ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสมาคม
  5. นายกมีหน้าที่เป็นประธานในการบริหารงานของสมาคมและเป็นผู้แทนของสมาคมในกิจการภายนอกตามมติของคณะกรรมการบริหารฯ  และเป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารและการประชุมใหญ่ของสมาคม
  6. อุปนายกมีหน้าที่ทำการแทนนายกในกรณีที่นายกไม่อยู่  หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  และเป็นผู้ช่วยนายกและปฏิบัติการใด ๆ ตามที่นายกมอบหมายในกรณีทำหน้าที่แทนนายกฯ ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งการแทน
  7. เลขาธิการมีหน้าที่นัดประชุมกรรมการบริหาร  ประชุมใหญ่  บันทึกและเก็บรักษารายงานการประชุม  ติดต่อกับสมาชิกหรือบุคคลภายนอกในเรื่องทั่ว ๆ ไป  และกิจการอื่น ๆ  ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมการอื่นใดโดยเฉพาะ
  8. เหรัญญิก  มีหน้าที่รับ - จ่ายและเก็บรักษาเงิน  ตลอดจนทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเงิน
  9. นายทะเบียนมีหน้าที่จัดทำและเก็บรักษาทะเบียนสมาชิกตลอดจนเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเป็นสมาชิก  และเร่งรัดการชำระเงินค่าบำรุงสมาชิกภาพ
  10. ปฏิคมมีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคมเป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคม  และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่าง  ๆ ของสมาคม
  11. วิเทศสัมพันธ์มีหน้าที่  ติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ  ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมาคม
  12. ประชาสัมพันธ์มีหน้าที่เผยแพร่กิจการของสมาคม
  13. กรรมการตำแหน่งอื่นๆ มีหน้าที่คอยช่วยเหลือกิจการฝ่ายต่างๆ ของสมาคมและมีหน้าที่ตามแต่นายกจะมอบหมาย

การเงินและการบัญชี

  1. การเงินของสมาคมให้จัดการไปตามที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควร
  2. เงินของสมาคมจะเก็บรักษาไว้เป็นเงินสดได้ในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนั้นแล้วให้นำฝากธนาคารหรือสถาบันการเงินโดยมีธนาคารรับรองในนามของสมาคมการสั่งจ่ายเงินของสมาคมให้นายกสมาคมและเหรัญญิกหรือเลขาการลงนามร่วมกัน
  3. นายกสมาคมมีอำนาจในการอนุมัติสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ไม่เกินคราวละ 50,000  บาทถ้าเกิน 50,000 บาทต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร
  4. สมาคมต้องเก็บรักษาเงินของสมาคมไม่น้อยกว่าร้อยละสิบไว้เป็นทุนสำรองการจ่ายเงินทุน สำรองจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่
  5. ให้เหรัญญิกจัดให้มีบัญชีการเงินของสมาคม  พร้อมด้วยใบสำคัญและหลักฐานการเงินให้ถูกต้องตามหลักวิชาการบัญชีและให้ตรงต่อความจริงเสมอ  หลักฐานเกี่ยวกับการเงินให้อยู่ในความรับผิดชอบร่วมกันของนายกสมาคม  หลักฐานเกี่ยวกับการเงินให้อยู่ในความรับผิดชอบร่วมกันของนายกสมาคมเหรัญญิกและเลขาธิการ
  6. ให้ที่ประชุมใหญ่แต่งตั้งผู้สอบบัญชีอนุญาตซึ่งมิใช่กรรมการของสมาคมเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของสมาคมจำนวน 1 คนผู้สอบบัญชีมีอำนาจเข้าตรวจสอบบัญชีเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับการเงินต่าง ๆ ของสมาคมและมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาสอบถาม  หรือให้ส่งมอบเอกสารใด ๆ เกี่ยวกับการเงินของสมาคมได้
  7. ให้ถือเอาวันที่  31  ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสิ้นงวดบัญชีสมาคม  เมื่อถึงวันสิ้นงวดแล้ว  ให้เหรัญญิกทำการปิดบัญชีของสมาคม  โดยมิชักช้าแล้วจัดส่งงบดุลให้ผู้สอบบัญชีทำการตรวจสอบและรับรอง
  8. ให้เหรัญญิกจัดทำบัญชีและงบดุล  ซึ่งผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้ตรวจสอบบัญชีของสมาคม   แล้วแจ้งให้สมาชิกทราบ  

การแก้ข้อบังคับของสมาคม

  1. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อบังคับนี้จะกระทำได้โดยมติไม่น้อยกว่า  2  ใน  3  ของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม

ยกเลิกสมาคม

  1. สมาคมนี้จะยกเลิกได้  โดยมติของที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า  3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด
  2. เมื่อสมาคมต้องการยกเลิกไปให้ทรัพย์สินของสมาคมทั้งหมดตกเป็นสมบัติของสถาบันการศึกษาสถาบันใดสถาบันหนึ่ง  หรือ  หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน  ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า  3  ใน  4  ของสมาชิกสามัญทั้งหมด

บทเฉพาะกาล

  1. ให้ผู้เริ่มก่อตั้งสมาคม  3  คนที่แสดงรายชื่อในคำร้องขออนุญาตจดทะเบียนสมาคมนี้เป็นกรรมการบริหารเริ่มแรกของสมาคมให้คณะกรรมนี้มีสิทธิและหน้าที่ทุกประการของคณะบริหารตามความในข้อนี้และให้คณะกรรมการบริหารเริ่มแรกนี้รับสมัครสมาชิกของสมาคมเป็นการชั่วคราวมีกำหนด 180 วันนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต
  2. เมื่อครบกำหนดตาม ข้อ 39  แล้วให้คณะกรรมการดังกล่าวรักษาการต่อไปเพื่อให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารของสมาคมตามวิธีการในข้อบังคับนี้ให้เสร็จภายในเวลาไม่เกิน  45  วัน
  3. ให้คณะกรรมการบริการเริ่มแรกร่างระเบียบการดำเนินงานของสมาคมทั้งนี้ต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับของสมาคม

แนวทางการดำเนินการสมาคม

  1. ส่งรายงานการประชุมใหญ่สามัญรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญและรายงานการประชุมคณะกรรมการสมาคมทุกครั้งต่อสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติภายใน 14 วันนับแต่วันประชุม
  2. ส่งรายงานประจำ(ผลการดำเนิน )งบดุลประจำปีและจำนวนสมาชิกทุกประเภทพร้อมกับรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปีต่อสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมใหญ่
  3. ส่งงบดุลพร้อมรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 3 ชุดให้เขตหรืออำเภอราชเทวีภายในเดือนพฤษภาคมของทุกปี
  4. ถ้ามีการแก้ไขข้อบังคับหรือเพิ่มเติมตามมติที่ประชุมใหญ่ต้องส่งรายงานการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 1 ชุดพร้อมรายงานการประชุมใหญ่ต่อสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมใหญ่